ก้าวแรก
ไม่นานมานี้ฉันเพิ่งมีโอกาสไปปฏิบัติธรรมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไปคนเดียวโดยที่ความตั้งใจเดิมเป็นแค่เพียงอยากหามุมสงบๆไว้ลองคิดพิจารณาเรื่องราวต่างๆในชีวิต รวมถึงการสำรวมจิตใจเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านตามวิสัยปกติของตน
สิ่งที่ได้จากการไปในครั้งนี้มีหลายอย่าง ได้จากการปฏิบัติจริงบ้าง เข้าใจจากสิ่งที่แม่ชีอธิบายบ้าง และได้มากที่สุดก็คือได้จากหนังสือ ความจริงที่สำนักมีกฏข้อห้ามอันหนึ่งว่าไม่ควรอ่านหนังสือในระหว่างปฏิบัติเพราะจะทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน สติไม่อยู่กับตัวและไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ในการฝึกจิต แต่เมื่อในขณะนั้นเรามีสมาธิมากๆ ฉันจึงรู้สึกว่าสมาธินั้นน่าจะเป็นประโยชน์ให้กับเราในการทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับแก่นแกนของพุทธศาสนาที่ดูจะเข้าใจยากสำหรับเราในฐานะ คนธรรมดาๆคนหนึ่ง
สิ่งที่ได้จากการทดลองฝึกจิตโดยการเดินจงกรมและนั่งสมาธินั้นพบว่า จิตหรือที่เรียกกันแบบวัยรุ่นว่า “ใจ” ของคนเรานั้นมันเป็นสิ่งที่หยุดอยู่นิ่งเองไม่ได้ตามธรรมชาติ จิตเป็นเหมือนก้อนอะไรสักอย่างที่ต้องพยายามหาที่เกาะยึดตลอดเวลา การนั่งสมาธิโดยกำหนดให้จิตของเราเพ่งไปที่การยุบพองของท้องนั้น ก็คือการพยายามบังคับให้จิตไปเกาะอยู่ที่ใดที่หนึ่งนั่นคือความเคลื่อนไหวของท้องเมื่อเราหายใจ หากเราลองทำไปสักหน่อยเราจะพบว่าจิตของเราจะซนมากเพราะมันจะดิ้นรนพยายามอยากคิดเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากการสนใจความเคลื่อนไหวของท้องนี้อยู่บ่อยๆ (ความจริงอยากใช้คำว่าน่าเกลียดมากกว่าซน เพราะคำว่าซนยังดูน่ารักไปหากเทียบกับความอยากออกนอกลู่นอกทางของมัน)
นอกจากจิตของเราจะพยายามแหกข้อตลอดเวลาที่มีโอกาสแล้ว ฉันยังแปลกใจด้วยที่ทุกครั้งที่ดึงมันกลับมามันก็มักจะอยู่กับยุบพองของเราได้ไม่นาน เมื่อสบโอกาสมันก็จะพยายามหาทางหนีอีก และจากประสบการณ์ของฉัน นอกจากมันจะหนีไปบ่อยๆแล้ว มันยังไปพยายามเกาะกับเรื่องที่ไม่ซ้ำกันด้วย เหมือนจะรู้ว่าเรื่องเดิมที่เคยไปเกาะมันไม่ได้ผลเพราะฉันสามารถดึงมันกลับมาที่ยุบพองได้ในคราวที่แล้ว
ถามว่าทำไมเวลานั่งสมาธิ จิตของคนเราจึงไม่สามารถที่จะอยู่กับยุบพองได้นานๆ (อันนี้ฉันพูดในกรณีของคนที่เริ่มฝึกใหม่ๆ)
- ข้อแรกฉันว่ามันสืบเนื่องมาจากการที่เราไม่เคยพยายามฝึกหรือดึงมันมากเท่าที่ควรในชีวิตประจำวัน ทุกวันนี้เราทำทุกอย่างอย่างรวดเร็วแข่งกับเวลา แข่งกับทุกๆอย่างรอบตัว เราทำอะไรหลายอย่างด้วยความเคยชิน ร่างกายทำแบบเดิมแต่ใจคิดไปเรื่องอื่น ดังนั้นจิตจึงสามารถไปเที่ยวได้ตามแต่ใจที่มันต้องการ
- อีกอย่างหนึ่งก็คือ อาหารของจิตคืออารมณ์ การกำหนดจิตให้รู้แต่ว่ายุบพองที่ท้องมันน่าเบื่อ ไม่ตื่นเต้น ไม่ก่อให้เกิดความคิดใดที่จะทำให้เราเกิดอารมณ์ซึ่งเป็นอาหารของจิตได้ ดังนั้นการทำสมาธิแบบนี้จึงทำให้จิตที่ไม่เคยถูกฝึกรู้สึกอึดอัดไม่สบายจึงพยายามหาทางออกนอกกรอบได้ตลอดเวลา แม่ชีเคยบอกว่าบางคนจิตรู้สึกอึดอัดเลยพาลทำร่างกายอึดอัดไปด้วย เช่นป่วย ปวดหัวหรือไม่สบาย แต่สำหรับคนที่ปฏิบัติเป็นกิจวัตรเป็นนิจสินฉันก็เชื่อว่าความถี่ในการแว้บไปแว้บมาของจิตคงจะมีน้อยกว่าคนที่เพิ่งปฏิบัติแน่นอน
ถามว่าเพราะอะไรคนเราถึงควรจะฝึกจิต
สำหรับในกรณีของฉัน การฝึกจิตทำให้ฉันเข้าใจธรรมชาติของจิตๆจริงๆ เข้าใจว่าทำไมในหนังสือธรรมะถึงเขียนว่าจิตของคนเรามันไม่หยุดนิ่ง และเลยเถิดทำให้พอเข้าใจได้ว่าก็เพราะธรรมชาติของมันเป็นเช่นนี้ มันจึงสามารถไปเกาะกับอะไรต่อมิอะไรที่ก่อให้เกิดความรู้สึกสุขทุกข์ได้ เมื่อจิตคนเราไปเกาะกับเรื่องที่ก่อให้เกิดความสุข อารมณ์ดีอารมณ์สุขก็ก่อเกิดขึ้น ความจริงมันมีเรื่องการปรุงแต่งและเรื่องอื่นๆซึ่งถูกจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของจิตอีก แต่ในที่นี้ฉันไม่ขอกล่าวถึงเพราะตนเองก็ยังไม่มีความรู้ดีพอเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง เอาเป็นว่านี่เป็นสิ่งที่ได้จากการเข้าใจจิตรวมๆ ในฐานะก้อนก้อนหนึ่งที่แยกออกมาจากร่างกายและต่อเชื่อมกับความคิดและอารมณ์ของคนก็แล้วกัน
เมื่อเราฝึกจิตโดยการทำสมาธิ จิตของเราก็จะงดเว้นจากการไปเกาะอะไรบางอย่างที่ก่อให้เกิดอารมณ์เป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งนั่นหมายถึงความว่างที่เกิดขึ้น แม้มันจะยังไม่ใช่ความว่างแบบถาวรตามที่ศาสนาบอกไว้ เพราะว่าความว่างที่ถาวรนั่นต้องเกิดจากปัญญา ไม่ใช่สมาธิ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นการฝึกที่ทำให้เรารู้ว่าความว่างจากการคิดเรื่องไร้สาระ ว่างจากการเกิดอารมณ์มันเป็นอย่างไร และสมาธิหรือการฝึกนี่เองที่จะก่อให้เราเกิดปัญญาเข้าใจอะไรหลายๆอย่างได้โดยอัตโนมัติ เช่นหากเราโกรธ คนที่เคยฝึกจิตก็จะรู้ว่าตอนนี้เราโกรธ จะเท่าทันมันมากกว่าคนที่ไม่เคยฝึกเลย หรืออย่างเช่นเราทุกข์ใจ คนที่เคยฝึกจิตก็อาจจะพอรู้ว่า เราทุกข์เพราะตอนนี้จิตของเราไปเกาะกับเรื่องที่เป็นทุกข์และก่อให้เกิดอารมณ์ เราอาจจะมีปัญญาพอที่จะทำความเข้าใจได้ว่า เรื่องต่างๆไม่มีอะไรที่เราน่าจะนำมันมาเป็นทุกข์เพราะมันไม่มีอะไรเลยที่น่าเอา น่าเป็น มันไม่เที่ยง อย่างนี้เป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตามฉันก็เชื่อว่ามีคนอีกหลากหลายมากมายที่อาจไม่จำเป็นต้องฝึกจิต หรือสมาธิ เพราะคนเหล่านี้อาจเป็นคนมีปัญญาและสามารถเข้าใจแก่นที่พระพุทธเจ้าสอนไว้และนำมาปฏิบัติได้จริง ดูอย่างสมัยพุทธกาลที่มีคนมากมายไม่เคยนั่งสมาธิไม่ได้บวชเรียนแต่สามารถเข้าใจธรรมะและดวงตาเห็นธรรมได้ แต่สำหรับฉันความเข้าใจกับการนำมาปฏิบัติดูจะเป็นคนละเรื่องกัน เข้าใจแล้วแต่ก็มักหลงลืมไม่ได้นำมาใช้ทุกที ก็เลยต้องหวังพึ่งการปฏิบัติและทำสมาธิควบคู่ไป
สิ่งที่กล่าวถึงมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงประสบการณ์เล็กๆ ซึ่งฉันพยายามทำความเข้าใจกับมันเองในฐานะผู้เริ่มต้น และยังต้องลองผิดลองถูกอีกมาก อาจมีหลายอย่างข้างต้นที่แสดงความคิดเห็นไปไม่ถูกต้องตรงอย่างผู้รู้ที่แท้จริง แต่นั่นก็เป็นเพี่ยงก้าวเล็กๆก้าวแรกในการทำความเข้าใจชีวิต ซึ่งน่าจะเป็นงานหลักของ “มนุษย์” อย่างเราๆมากกว่าการการทำงานแบบทางโลกสมมติ
การศึกษาเรื่องราวของชีวิตยังเป็นหนทางอันยาวไกลมาก และแม้ว่าเวลาของฉันและเราทุกคนจะเหลือน้อยลงไปทุกๆวันแต่อย่างไรก็ตามฉันก็หวังว่าตนเองจะได้ค่อยๆเรียนรู้ เข้าใจและเพิ่มพูนประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสัจธรรมของชีวิตในระหว่างทางที่เวลายังเหลืออยู่