หลงรัก

กันยายน 21, 2007 at 6:01 pm (Just a feeling)

Simplicity

 

 

 

รองเท้าแตะ

  

 

 

Down to Earth

 

 

 

So Called “ลูกทุ่ง”

 

 

 

เพลงเพื่อชีวิตบางเพลง

 

 

 

Hidden Identity ของคนบางคน (หรืออาจหลาย) 

 

 

 

Less Words

 

 

 

ความนิ่ง

 

 

 

และ

 

 

 

 พัดลม

 

 

 

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

ก้าวแรก

สิงหาคม 16, 2007 at 8:43 am (My Life)

ไม่นานมานี้ฉันเพิ่งมีโอกาสไปปฏิบัติธรรมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไปคนเดียวโดยที่ความตั้งใจเดิมเป็นแค่เพียงอยากหามุมสงบๆไว้ลองคิดพิจารณาเรื่องราวต่างๆในชีวิต รวมถึงการสำรวมจิตใจเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านตามวิสัยปกติของตน

สิ่งที่ได้จากการไปในครั้งนี้มีหลายอย่าง ได้จากการปฏิบัติจริงบ้าง เข้าใจจากสิ่งที่แม่ชีอธิบายบ้าง และได้มากที่สุดก็คือได้จากหนังสือ ความจริงที่สำนักมีกฏข้อห้ามอันหนึ่งว่าไม่ควรอ่านหนังสือในระหว่างปฏิบัติเพราะจะทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน สติไม่อยู่กับตัวและไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ในการฝึกจิต แต่เมื่อในขณะนั้นเรามีสมาธิมากๆ ฉันจึงรู้สึกว่าสมาธินั้นน่าจะเป็นประโยชน์ให้กับเราในการทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับแก่นแกนของพุทธศาสนาที่ดูจะเข้าใจยากสำหรับเราในฐานะ คนธรรมดาๆคนหนึ่ง

สิ่งที่ได้จากการทดลองฝึกจิตโดยการเดินจงกรมและนั่งสมาธินั้นพบว่า จิตหรือที่เรียกกันแบบวัยรุ่นว่า “ใจ” ของคนเรานั้นมันเป็นสิ่งที่หยุดอยู่นิ่งเองไม่ได้ตามธรรมชาติ จิตเป็นเหมือนก้อนอะไรสักอย่างที่ต้องพยายามหาที่เกาะยึดตลอดเวลา การนั่งสมาธิโดยกำหนดให้จิตของเราเพ่งไปที่การยุบพองของท้องนั้น ก็คือการพยายามบังคับให้จิตไปเกาะอยู่ที่ใดที่หนึ่งนั่นคือความเคลื่อนไหวของท้องเมื่อเราหายใจ หากเราลองทำไปสักหน่อยเราจะพบว่าจิตของเราจะซนมากเพราะมันจะดิ้นรนพยายามอยากคิดเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากการสนใจความเคลื่อนไหวของท้องนี้อยู่บ่อยๆ (ความจริงอยากใช้คำว่าน่าเกลียดมากกว่าซน เพราะคำว่าซนยังดูน่ารักไปหากเทียบกับความอยากออกนอกลู่นอกทางของมัน)

นอกจากจิตของเราจะพยายามแหกข้อตลอดเวลาที่มีโอกาสแล้ว ฉันยังแปลกใจด้วยที่ทุกครั้งที่ดึงมันกลับมามันก็มักจะอยู่กับยุบพองของเราได้ไม่นาน เมื่อสบโอกาสมันก็จะพยายามหาทางหนีอีก และจากประสบการณ์ของฉัน นอกจากมันจะหนีไปบ่อยๆแล้ว มันยังไปพยายามเกาะกับเรื่องที่ไม่ซ้ำกันด้วย เหมือนจะรู้ว่าเรื่องเดิมที่เคยไปเกาะมันไม่ได้ผลเพราะฉันสามารถดึงมันกลับมาที่ยุบพองได้ในคราวที่แล้ว 

ถามว่าทำไมเวลานั่งสมาธิ จิตของคนเราจึงไม่สามารถที่จะอยู่กับยุบพองได้นานๆ (อันนี้ฉันพูดในกรณีของคนที่เริ่มฝึกใหม่ๆ)

  • ข้อแรกฉันว่ามันสืบเนื่องมาจากการที่เราไม่เคยพยายามฝึกหรือดึงมันมากเท่าที่ควรในชีวิตประจำวัน ทุกวันนี้เราทำทุกอย่างอย่างรวดเร็วแข่งกับเวลา แข่งกับทุกๆอย่างรอบตัว เราทำอะไรหลายอย่างด้วยความเคยชิน ร่างกายทำแบบเดิมแต่ใจคิดไปเรื่องอื่น ดังนั้นจิตจึงสามารถไปเที่ยวได้ตามแต่ใจที่มันต้องการ
  • อีกอย่างหนึ่งก็คือ อาหารของจิตคืออารมณ์ การกำหนดจิตให้รู้แต่ว่ายุบพองที่ท้องมันน่าเบื่อ ไม่ตื่นเต้น ไม่ก่อให้เกิดความคิดใดที่จะทำให้เราเกิดอารมณ์ซึ่งเป็นอาหารของจิตได้ ดังนั้นการทำสมาธิแบบนี้จึงทำให้จิตที่ไม่เคยถูกฝึกรู้สึกอึดอัดไม่สบายจึงพยายามหาทางออกนอกกรอบได้ตลอดเวลา แม่ชีเคยบอกว่าบางคนจิตรู้สึกอึดอัดเลยพาลทำร่างกายอึดอัดไปด้วย เช่นป่วย ปวดหัวหรือไม่สบาย แต่สำหรับคนที่ปฏิบัติเป็นกิจวัตรเป็นนิจสินฉันก็เชื่อว่าความถี่ในการแว้บไปแว้บมาของจิตคงจะมีน้อยกว่าคนที่เพิ่งปฏิบัติแน่นอน

ถามว่าเพราะอะไรคนเราถึงควรจะฝึกจิต

สำหรับในกรณีของฉัน การฝึกจิตทำให้ฉันเข้าใจธรรมชาติของจิตๆจริงๆ เข้าใจว่าทำไมในหนังสือธรรมะถึงเขียนว่าจิตของคนเรามันไม่หยุดนิ่ง และเลยเถิดทำให้พอเข้าใจได้ว่าก็เพราะธรรมชาติของมันเป็นเช่นนี้ มันจึงสามารถไปเกาะกับอะไรต่อมิอะไรที่ก่อให้เกิดความรู้สึกสุขทุกข์ได้ เมื่อจิตคนเราไปเกาะกับเรื่องที่ก่อให้เกิดความสุข อารมณ์ดีอารมณ์สุขก็ก่อเกิดขึ้น ความจริงมันมีเรื่องการปรุงแต่งและเรื่องอื่นๆซึ่งถูกจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของจิตอีก แต่ในที่นี้ฉันไม่ขอกล่าวถึงเพราะตนเองก็ยังไม่มีความรู้ดีพอเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง เอาเป็นว่านี่เป็นสิ่งที่ได้จากการเข้าใจจิตรวมๆ ในฐานะก้อนก้อนหนึ่งที่แยกออกมาจากร่างกายและต่อเชื่อมกับความคิดและอารมณ์ของคนก็แล้วกัน

เมื่อเราฝึกจิตโดยการทำสมาธิ จิตของเราก็จะงดเว้นจากการไปเกาะอะไรบางอย่างที่ก่อให้เกิดอารมณ์เป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งนั่นหมายถึงความว่างที่เกิดขึ้น แม้มันจะยังไม่ใช่ความว่างแบบถาวรตามที่ศาสนาบอกไว้ เพราะว่าความว่างที่ถาวรนั่นต้องเกิดจากปัญญา ไม่ใช่สมาธิ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นการฝึกที่ทำให้เรารู้ว่าความว่างจากการคิดเรื่องไร้สาระ ว่างจากการเกิดอารมณ์มันเป็นอย่างไร และสมาธิหรือการฝึกนี่เองที่จะก่อให้เราเกิดปัญญาเข้าใจอะไรหลายๆอย่างได้โดยอัตโนมัติ เช่นหากเราโกรธ คนที่เคยฝึกจิตก็จะรู้ว่าตอนนี้เราโกรธ จะเท่าทันมันมากกว่าคนที่ไม่เคยฝึกเลย หรืออย่างเช่นเราทุกข์ใจ คนที่เคยฝึกจิตก็อาจจะพอรู้ว่า เราทุกข์เพราะตอนนี้จิตของเราไปเกาะกับเรื่องที่เป็นทุกข์และก่อให้เกิดอารมณ์ เราอาจจะมีปัญญาพอที่จะทำความเข้าใจได้ว่า เรื่องต่างๆไม่มีอะไรที่เราน่าจะนำมันมาเป็นทุกข์เพราะมันไม่มีอะไรเลยที่น่าเอา น่าเป็น มันไม่เที่ยง อย่างนี้เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตามฉันก็เชื่อว่ามีคนอีกหลากหลายมากมายที่อาจไม่จำเป็นต้องฝึกจิต หรือสมาธิ เพราะคนเหล่านี้อาจเป็นคนมีปัญญาและสามารถเข้าใจแก่นที่พระพุทธเจ้าสอนไว้และนำมาปฏิบัติได้จริง ดูอย่างสมัยพุทธกาลที่มีคนมากมายไม่เคยนั่งสมาธิไม่ได้บวชเรียนแต่สามารถเข้าใจธรรมะและดวงตาเห็นธรรมได้ แต่สำหรับฉันความเข้าใจกับการนำมาปฏิบัติดูจะเป็นคนละเรื่องกัน เข้าใจแล้วแต่ก็มักหลงลืมไม่ได้นำมาใช้ทุกที ก็เลยต้องหวังพึ่งการปฏิบัติและทำสมาธิควบคู่ไป

สิ่งที่กล่าวถึงมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงประสบการณ์เล็กๆ ซึ่งฉันพยายามทำความเข้าใจกับมันเองในฐานะผู้เริ่มต้น และยังต้องลองผิดลองถูกอีกมาก อาจมีหลายอย่างข้างต้นที่แสดงความคิดเห็นไปไม่ถูกต้องตรงอย่างผู้รู้ที่แท้จริง แต่นั่นก็เป็นเพี่ยงก้าวเล็กๆก้าวแรกในการทำความเข้าใจชีวิต ซึ่งน่าจะเป็นงานหลักของ “มนุษย์” อย่างเราๆมากกว่าการการทำงานแบบทางโลกสมมติ

การศึกษาเรื่องราวของชีวิตยังเป็นหนทางอันยาวไกลมาก และแม้ว่าเวลาของฉันและเราทุกคนจะเหลือน้อยลงไปทุกๆวันแต่อย่างไรก็ตามฉันก็หวังว่าตนเองจะได้ค่อยๆเรียนรู้ เข้าใจและเพิ่มพูนประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสัจธรรมของชีวิตในระหว่างทางที่เวลายังเหลืออยู่

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

Your Song

กรกฎาคม 16, 2007 at 6:01 am (Just a feeling)

Your Song

Music by Elton John
Lyrics by Bernie Taupin
Available on the album Elton John
 

  

It’s a little bit funny this feeling inside
I’m not one of those who can easily hide
I don’t have much money but boy if I did
I’d buy a big house where we both could live  

If I was a sculptor, but then again, no
Or a man who makes potions in a travelling show
I know it’s not much but it’s the best I can do
My gift is my song and this one’s for you

And you can tell everybody this is your song
It may be quite simple but now that it’s done
I hope you don’t mind
I hope you don’t mind that I put down in words
How wonderful life is while you’re in the world

I sat on the roof and kicked off the moss
Well a few of the verses well they’ve got me quite cross
But the sun’s been quite kind while I wrote this song
It’s for people like you that keep it turned on

So excuse me forgetting but these things I do
You see I’ve forgotten if they’re green or they’re blue
Anyway the thing is what I really mean
Yours are the sweetest eyes I’ve ever seen

 

PS: I am still in love with Moulange Rouge.

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

มุมเดิม มุมใหม่

กรกฎาคม 12, 2007 at 5:16 am (Just a feeling)

และแล้ววันนี้ก็มาถึง

วันที่มุมต้องกลับมายืนอยู่เพียงลำพังคนเดียวภายใต้ความวุ่นวายและสับสนจากเรื่องราวหลายอย่างในชีวิต แม้วันนี้เธอจะโตขึ้นไม่น้อย หากเทียบกับวันก่อนๆ แต่เรื่องราวและความคิดที่สลับซับซ้อนของเธอก็เริ่มมากขึ้น วันนี้เพียงลำพังจึงยากลำบากอยู่ลึกๆในหัวใจมากกว่าเดิม แม้เรี่ยวแรงจะเพิ่มขึ้นและปริมาณน้ำตาจะลดลง

ทุกๆวันมุมตื่นไปทำงานแต่เช้าเหมือนเดิม หน้าที่หลายอย่างที่รับผิดชอบมิได้ขาดตกบกพร่อง ผู้คนรอบข้างแทบจะไม่ได้เห็นความเสียใจของมุมเท่าไหร่นัก คนรอบข้างหลายคนแทบจะไม่ค่อยรู้สึกหรือสังเกตุเห็นความย่ำแย่ของจิตใจเธอ อย่างน้อยอาการที่แสดงออกก็ไม่เหมือนแต่ก่อนที่เสียใจทีไรมุมก็ได้แต่ร้องไห้และระบายความในใจออกมา

เพื่อนหลายคนแสดงความเป็นห่วงด้วยการโทรศัพท์มาสอบถามความเป็นไปในชีวิต หลายคนชวนเธอไปทำกิจกรรมใหม่ๆเพื่อเปิดหูเปิดตาแต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ช่วยให้มุมรู้สึกดีขึ้น คงจะไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกและแสดงตัวว่าอยู่ข้างมุมตลอดเวลาเหมือนกับวันเก่าๆที่มุมเคยรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว ส่วนเพื่อนคนอื่นๆที่อยู่ใกล้ตัว ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครเลยที่จะสามารถช่วยมุมได้ เอาเข้าจริงเธอเองก็คงไม่สามารถจะโทษใครได้ เพราะดูเหมือนตนเองก็ยังไม่เข้าใจเช่นกันว่าอะไรจะเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้น

สำหรับตัวมุมเอง การผ่านวันแบบนี้ไปแต่ละวันดูจะเป็นเรื่องยากและทรมาณใจเธออย่างบอกไม่ถูก นี่คงป็นครั้งแรกที่เธอต้องเผชิญกับเรื่องราวเหล่านี้ในขณะที่ความคิดและความเชื่อของเธอนั้นเปลี่ยนไปแล้ว และเนื่องจากวันนี้สิ่งที่อยู่ในความคิดอ่านของเธอไม่เหมือนเดิม กำลังใจและการปลอบใจตัวเองแบบเดิมๆจึงใช้ไม่ได้ผล

ก่อนหน้านี้เธอเคยมีความเชื่อและเห็นคุณค่าของสิ่งๆหนึ่ง รู้สึกว่ามันมีค่ามากพอที่จะทำให้เธอเข้มแข็ง เธอใช้มันข่มความรู้สึกเจ็บปวดและเสียใจ ไม่นานนักเธอก็หาย แต่การมองโลกและการปลอบใจตัวเองในมุมดังกล่าวไม่ได้สร้างพัฒนาการและเกราะป้องกันตนเองจากความเสียใจและเจ็บปวดแบบเดิมๆเท่าไหร่นัก ไม่มีแม้สักครั้งที่พอหายจากการเสียใจเหล่านั้น มุมจะนั่งลงและคุยกับตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้นและทำไมเรื่องราวแบบที่เธอเผชิญจึงเป็นสิ่งที่เธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แม้จะพยายามมากเพียงใดก็ตาม

เรื่องราวถาโถมมาไม่น้อยครั้ง และแม้รายละเอียดหลายๆอย่างจะเปลี่ยนไปมุมก็ยังไม่เคยเลยสักครั้งเดียวที่จะมองเห็นอันตรายจากมันได้อย่างเท่าทัน แรกเริ่มเธอมักมีอาการขาดกลัวกับเรื่องราวเหล่านี้ ทุกข์ใจซึ่งนั่นมาจากความรู้สึกผิดหวัง แต่แล้วทุกครั้งเธอก็จะตัดสินใจเดินหน้าต่อโดยไม่นึกถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นอยู่ภายหน้า เมื่อมาถึงกลางทางมีเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นที่เธอคิดเดินย้อนกลับ แต่เวลาส่วนใหญ่มักจะหมดไปกับความอดทนที่บางครั้งหลายๆคนรอบตัวเธออาจเคยสงสัยว่ามันมีอยู่มากมายอย่างนั้นได้อย่างไรกัน

และแล้ววันเวลาเหล่านี้ก็จะเดินมาถึงอีก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มุมเสียใจและไม่ใช่ครั้งแรกที่เรื่องราวดำเนินมาจนถึงคำว่า “จบ” แต่หากเรื่องนี้จบแบบเดิมเหมือนทุกครั้งก็คงไม่ยากเกินไปสำหรับมุมที่จะคอยดูแลตนเอง ดูแลจิตใจในแบบที่เคยเป็นมา และคงไม่ยากเกินไปสำหรับคนรอบข้างที่จะลุกขึ้นมาปลอบโยนเธอในแบบเดิมๆซ้ำๆ

สำหรับวันนี้ วันที่เธอรู้เท่าทันเรื่องราวทุกอย่าง วันที่เธอตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเองจากมุมเดิมมาเป็นมุมใหม่ เธอกลับบอกตัวเองไม่ได้จริงๆว่าสิ่งที่จะทำให้เธอดีขึ้นมันคืออะไร เธอไม่สามารถสื่อสารกับคนรอบข้างได้ด้วยเช่นกันว่าในวันนี้เธอรู้สึกอย่างไร เพราะดูเหมือนมันจะมีความสัมพันธ์ทางตรงระหว่างเหตุผลกับที่อยู่ของความเจ็บปวด

ตอนนี้สิ่งที่อยู่ในหัวของเธอดูจะเป็นสิ่งที่หยิบและจับต้องได้ไปหมด เธอมีเหตุผลมากมายและความสามารถในการเข้าใจเหตุผลของเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างเหลือล้น แต่สิ่งที่เธอรู้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ด้วยเหตุผลทีมากมายเหล่านั้น ความเจ็บปวดที่โดยปกติแล้วมักจะอยู่บนพื้นผิวของความรู้สึก บัดนี้มันได้เข้าไปอยู่ในที่แห่งไหนสักแห่ง ซึมอยู่ในซอกลึกๆที่ไหนสักที ในมุมลึกๆสักมุมหนึ่งในชีวิต ในความคิดในความรู้สึกของเธอ แม้ว่าเธอจะไม่รู้จริงๆว่ามันอยู่ที่ไหนแล้วจะรักษาดูแลมันอย่างไร แต่เธอก็รู้ว่ามันไม่ได้หายไป แต่มันยังอยู่ ยังอยู่ตรงนี้กับเธอจริงๆ และนั่นก็เป็นสิ่งใหม่ที่เธอกำลังค้นหาและพยายามหาทางเยียวยารักษาสิ่งที่เธอมองไม่เห็นในมุมใหม่ของชีวิต

แด่มุม…………สักมุมที่อยู่ลึกๆข้างใน

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

ความสุขที่แท้จริง

กรกฎาคม 11, 2007 at 9:58 am (My Friendship)

เมื่ออาทิตย์ก่อนตัวเองปวดหัวมากกับการที่ต้องมานั่งอธิบายเรื่องราวความคิดของตนเองให้เพื่อนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันฟัง เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนที่เราคบมาตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก ใกล้ชิดกันมาเป็นเวลาเกิน 10 ปี มีประสบการณ์หลายๆอย่างร่วมกันมากมาย

ฉันจำได้ดีว่าวันนั้นเราคุยโทรศัพท์กันเป็นปกติ และแล้วคำพูดแบบเดิมๆก็เริ่มขึ้น

“ชั้นว่าแกเปลี่ยนไปมากเลยหว่ะ จากตอนเด็กๆ” ———– เอาละ พูดเหมือนเดิมอีกละ ฉันคิด

และคำพูดลูกสูตรก็ต้องออกมาจากปากตัวเองทุกที ว่า

“ยังไงวะ”

คำตอบเดิมที่เพื่อนคนนี้เคยพูดมาสามสี่ครั้งแล้วก็พรั่งพรูออกมา เอาเข้าจริงฉันยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้นนัก จนกระทั้งได้ยินมันพูดว่า

“ชั้นว่าแกเป็นแบบนี้ แกไม่มีความสุข……………. ไม่รู้สิ ชั้นว่ามันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง”

จากที่คุยแบบนั่งๆนอนๆ สารภาพไว้ตรงนี้เลยละกันว่าตัวเองต้องลุกดึ๋งขึ้นมาอย่างเร็วเพราะรู้ว่าการสนทนาต่อไปนี้คงจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว

“อะไรคือความสุขที่แท้จริงวะ” ฉันถามเพราะรู้ได้โดยทันทีว่าไอ้ความสุขที่เพื่อนว่านั้นมันเป็นอย่างไร

เอาหล่ะที่บอกว่ารู้นั่นก็เป็นเพราะแต่ก่อนตัวเองก็เคยเชื่อในแบบที่เพื่อนเชื่อเหมือนกัน เชื่อว่าหากเรามีความมั่นคงในชีวิต มีเงินทองมากพอ มีคนรักอยู่เคียงข้างแล้ว “เราจะมีความสุข”

หลังมันสาธยายเสร็จ ฉันก็ได้แต่อธิบายและบอกเพื่อนรักคนนี้ไปว่า ความคิดความอ่านและมุมมองในเรื่องชีวิตของฉันมันไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว ฉันรวบรวมความพยายามทั้งหมดลงทุนบอกเล่าเก้าสิบสิ่งที่ฉันเชื่อและคิดไว้ในใจออกมา

และแล้วมันก็บอกฉันว่า

“ชั้นก็ว่ามันก็ดีอ่ะนะ ไอ้ที่แกคิดเนี่ยแต่มันถึงเวลาแล้วหรือยังวะที่แกจะเชื่ออะไรแบบนั้น ชั้นว่ายังไงมันก็ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงอยู่ดี” 

ประโยคสุดท้ายที่ฉันตั้งใจพูดกับมันจริงๆทั้งที่ก็เสียวสันหลังวาบกลัวมันจะหาว่าบ้าก็คือ

“ไอ้ความสุขที่แท้จริงอ่ะ เอาเข้าจริงมันอาจจะไม่มีก็ได้”

ฉันรู้ว่าเพื่อนคนนี้ฉลาดพอที่จะเข้าใจความหมายและสิ่งที่ฉันพูด แต่ฉันเองก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่ามันก็จะยังคงเชื่อในแบบเดิมที่มันเชื่ออยู่ และก็คงจะยังมีคำถามว่า แล้ว “ไอ้ความสุขที่แท้จริงมันจะไม่มีได้ไงวะ”

โถ เพื่อนรัก หากคำว่า ความสุขที่แท้จริงเท่ากับการทำอย่างไรก็ไม่ทุกข์

แกจะยังให้ฉันคิดว่าไอ้สิ่งที่แกเรียกนั้นมันเป็นความสุขที่แท้จริงได้หรอกหรือ มันจะจีรังและเรียกว่าอย่างนั้นได้อย่างไรเล่า ในเมื่อแกเองยังคิดเลยว่าฉันเปลี่ยน ไอ้ความสุขที่แกว่ามันจะไม่มีอะไรเลยใช่ไหมที่จะไม่เปลี่ยนไป และนั่นก็เป็นเหตุว่าทำไมประโยคสุดท้ายที่ฉันพูดกับแกไปมันจึงเป็น

“ความสุขที่แท้จริงนั้น…………………  ฉันว่ามันคงไม่มี”

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

Blog ใหม่

กรกฎาคม 11, 2007 at 8:14 am (Uncategorized)

ในที่สุดเราก็มี Blog อีกอันหนึ่งที่เอาไว้เขียนเรื่องราวความเป็นตัวตน บางทีอดสงสัยไม่ได้เหมือนกันว่า Blog นี่มันเหมือนการเขียน Diary ไหมนะ

 ไม่รู้สิเราว่ามันคงมีอะไรแตกต่างกันเยอะพอสมควร และด้วยจากประสบการณ์เท่าที่เคยลองไปอ่าน Blog ของคนอื่น หลายคนก็ใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นที่เขียนเรื่องราวหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกของเจ้าของ Blog เอง

เอาเป็นว่ามาเริ่มกันเลยดีกว่า

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.